วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โภชนาการเพื่อเด็กปฐมวัย

โภชนาการเพื่อเด็กปฐมวัย เลี้ยงดูอย่างไรให้โตอย่างมีสุข
ปัจจุบัน หากพิจารณาผ่านสื่อต่าง ๆ มักจะพบว่า มีการบรรจุแนวคิดเรื่องการสร้างความเป็นอัจฉริยะในตัวเด็กค่อนข้างมาก ทั้งในผลิตภัณฑ์อาหาร สื่อการเรียนการสอน ฯลฯ บางครั้งก็มีเหตุผล ข้อมูลทางการวิจัยสนับสนุน แต่ก็มีบางครั้งที่ผู้เขียนเชื่อว่า คุณพ่อคุณแม่คงจับความรู้สึกด้านการโฆษณาเกินจริงได้บ้างเหมือนกัน

ฉะนั้น มุม HowTo ของเราในวันนี้จึงขอไม่เน้นการสร้างความเป็นอัจฉริยะให้กับเด็ก ขอเพียงทำหน้าที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยอย่างไร จึงจะเติบโตอย่างมีความสุขดีกว่า เนื่องจากผู้เขียนเองก็เชื่อว่า การที่เด็กเติบโตอย่างมีความสุขนั้น จะส่งผลต่อการทำงานของสมอง ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เขาแสดงความเป็นอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ในตัวออกมาได้ไม่แพ้กัน

ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า สมองเด็กในช่วงแรกเกิดถึงเดือนที่ 36 จะมีพัฒนาการ การเรียนรู้ และการเชื่อมโยงของใยประสาทที่ดีที่สุด แต่การจะส่งเสริมให้การทำงานเหล่านั้นเกิดประสิทธิภาพ ส่วนหนึ่งต้องเกิดจากการเลี้ยงดูเด็กให้มีความสุข สนุก อารมณ์ดี ซึ่งนั่นหมายความว่า เด็กจะต้องได้รับทั้งอาหารกาย อาหารใจ ได้เรียนรู้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อมผ่านการเล่นที่เด็กได้สัมผัส ดมกลิ่น ได้ยินเสียง หรือการรับรส

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสาคร ธนมิตต์ จากสถาบันวิจัยโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดลได้เปรียบเทียบการพัฒนาของสมองตามวัยเอาไว้ว่า เด็กในช่วง 6 เดือนแรกเกิดถือเป็นช่วงทองคำขาว มีความสำคัญมากที่สุด ต่อมาในช่วง 0.5 - 6 ปีแรกถือเป็นช่วงทองคำ ที่ยังควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ถัดมาช่วงอายุ 6 - 12 ปีถือเป็นช่วงเงิน เด็กจะมีการเจริญเติบโตในด้านอื่น ๆ ร่วมด้วย ขณะที่สมองจะมีการพัฒนาน้อยลง อายุ 12 - 25 ปีจะเข้าสู่ช่วงทองแดง และพออายุเกิน 25 ปีขึ้นไปแล้ว ถือเป็นช่วงดีบุก ซึ่งเปรียบเทียบไม่ได้กับช่วงทองคำขาวเลย

"ในช่วงทองคำขาว เราจะสามารถปลูกฝังความซื่อสัตย์ ความมีวินัย และความสุขได้ โดยเป็นวัยที่สมองเรียนรู้ได้เหนือกว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะเข้าใจ ส่วนในวัยทองคำ หรือช่วงเข้าเรียนชั้นอนุบาล ช่วงนี้พ่อแม่จะสามารถพัฒนาสมอง จินตนาการ คุณธรรม อารมณ์ และบุคลิกภาพได้ให้กับเด็กได้"

อาหารกาย - ใจสำหรับวัย 0-24 เดือน

สำหรับอาหารกาย-อาหารใจของเด็กวัยแรกเกิด - 6 เดือนที่ดีที่สุดก็คือนมแม่ เป็นที่ทราบกันดีว่า นมแม่มีสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ และมีสารให้ภูมิต้านทานโรคครบทุกด้าน อีกทั้งยังทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ จากการสบตากับแม่ การได้ยินเสียงพูดคุยของแม่ การได้กลิ่นจากตัวแม่ การรู้รสนมแม่ผ่านลิ้น และการสัมผัสจากแม่ด้วย

ต่อมาในวัย 6 - 24 เดือน เป็นช่วงเวลาที่สมองจะเติบโตรวดเร็วมากเกือบเท่าผู้ใหญ่ ในช่วงนี้ เด็กจะต้องการอาหารที่เหมาะสมกับวัย และความเอาใจใส่มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นช่วงที่เด็กถูกละเลยการพัฒนาทางสมองมากที่สุดด้วยก็เป็นได้ (โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ความรู้-บริการด้านสาธารณสุขยังเข้าไปไม่ถึง) นอกจากนั้นในเรื่องของอาหารใจ เด็กจะยังเคลื่อนไหวไม่ได้เอง คุณพ่อคุณแม่ หรือปู่ย่าตายายต้องเป็นฝ่ายเข้าไปหาเด็ก ซึ่งเขาจะมีความสุขมากขึ้นจากการกอดจูบ พูดคุย ร้องเพลง เล่านิทาน และยังช่วยให้เขามีภูมิคุ้มกันทางด้านจิตใจเพิ่มมากขึ้นด้วยค่ะ

และหากเด็กโตขึ้นมาอีกหน่อย ช่วงวัยอนุบาล อาหารที่เหมาะสมกับเด็กในกลุ่มนี้อาจต้องมีผัก ผลไม้เป็นส่วนประกอบมากขึ้น นอกเหนือจากโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต และควรได้รับธาตุเหล็ก - แคลเซียม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย โดยอาจจะมาจากปลาตัวเล็ก ตับ นม เป็นต้นค่ะ

อ่านดูแล้วจะเห็นได้ว่าไม่ยากเลยใช่ไหมคะ แท้จริงแล้ว การเลี้ยงดูเด็กช่วงปฐมวัยให้แข็งแรง ฉลาด สดใส ไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงทุกคนในครอบครัวร่วมกันลงแรงลงใจ ผลที่กลับคืนมาก็คือ การได้เห็นบุตรหลานเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข และเป็นคนดีของสังคมค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น