วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โภชนาการเพื่อเด็กปฐมวัย

โภชนาการเพื่อเด็กปฐมวัย เลี้ยงดูอย่างไรให้โตอย่างมีสุข
ปัจจุบัน หากพิจารณาผ่านสื่อต่าง ๆ มักจะพบว่า มีการบรรจุแนวคิดเรื่องการสร้างความเป็นอัจฉริยะในตัวเด็กค่อนข้างมาก ทั้งในผลิตภัณฑ์อาหาร สื่อการเรียนการสอน ฯลฯ บางครั้งก็มีเหตุผล ข้อมูลทางการวิจัยสนับสนุน แต่ก็มีบางครั้งที่ผู้เขียนเชื่อว่า คุณพ่อคุณแม่คงจับความรู้สึกด้านการโฆษณาเกินจริงได้บ้างเหมือนกัน

ฉะนั้น มุม HowTo ของเราในวันนี้จึงขอไม่เน้นการสร้างความเป็นอัจฉริยะให้กับเด็ก ขอเพียงทำหน้าที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยอย่างไร จึงจะเติบโตอย่างมีความสุขดีกว่า เนื่องจากผู้เขียนเองก็เชื่อว่า การที่เด็กเติบโตอย่างมีความสุขนั้น จะส่งผลต่อการทำงานของสมอง ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เขาแสดงความเป็นอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ในตัวออกมาได้ไม่แพ้กัน

ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า สมองเด็กในช่วงแรกเกิดถึงเดือนที่ 36 จะมีพัฒนาการ การเรียนรู้ และการเชื่อมโยงของใยประสาทที่ดีที่สุด แต่การจะส่งเสริมให้การทำงานเหล่านั้นเกิดประสิทธิภาพ ส่วนหนึ่งต้องเกิดจากการเลี้ยงดูเด็กให้มีความสุข สนุก อารมณ์ดี ซึ่งนั่นหมายความว่า เด็กจะต้องได้รับทั้งอาหารกาย อาหารใจ ได้เรียนรู้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อมผ่านการเล่นที่เด็กได้สัมผัส ดมกลิ่น ได้ยินเสียง หรือการรับรส

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสาคร ธนมิตต์ จากสถาบันวิจัยโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดลได้เปรียบเทียบการพัฒนาของสมองตามวัยเอาไว้ว่า เด็กในช่วง 6 เดือนแรกเกิดถือเป็นช่วงทองคำขาว มีความสำคัญมากที่สุด ต่อมาในช่วง 0.5 - 6 ปีแรกถือเป็นช่วงทองคำ ที่ยังควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ถัดมาช่วงอายุ 6 - 12 ปีถือเป็นช่วงเงิน เด็กจะมีการเจริญเติบโตในด้านอื่น ๆ ร่วมด้วย ขณะที่สมองจะมีการพัฒนาน้อยลง อายุ 12 - 25 ปีจะเข้าสู่ช่วงทองแดง และพออายุเกิน 25 ปีขึ้นไปแล้ว ถือเป็นช่วงดีบุก ซึ่งเปรียบเทียบไม่ได้กับช่วงทองคำขาวเลย

"ในช่วงทองคำขาว เราจะสามารถปลูกฝังความซื่อสัตย์ ความมีวินัย และความสุขได้ โดยเป็นวัยที่สมองเรียนรู้ได้เหนือกว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะเข้าใจ ส่วนในวัยทองคำ หรือช่วงเข้าเรียนชั้นอนุบาล ช่วงนี้พ่อแม่จะสามารถพัฒนาสมอง จินตนาการ คุณธรรม อารมณ์ และบุคลิกภาพได้ให้กับเด็กได้"

อาหารกาย - ใจสำหรับวัย 0-24 เดือน

สำหรับอาหารกาย-อาหารใจของเด็กวัยแรกเกิด - 6 เดือนที่ดีที่สุดก็คือนมแม่ เป็นที่ทราบกันดีว่า นมแม่มีสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ และมีสารให้ภูมิต้านทานโรคครบทุกด้าน อีกทั้งยังทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ จากการสบตากับแม่ การได้ยินเสียงพูดคุยของแม่ การได้กลิ่นจากตัวแม่ การรู้รสนมแม่ผ่านลิ้น และการสัมผัสจากแม่ด้วย

ต่อมาในวัย 6 - 24 เดือน เป็นช่วงเวลาที่สมองจะเติบโตรวดเร็วมากเกือบเท่าผู้ใหญ่ ในช่วงนี้ เด็กจะต้องการอาหารที่เหมาะสมกับวัย และความเอาใจใส่มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นช่วงที่เด็กถูกละเลยการพัฒนาทางสมองมากที่สุดด้วยก็เป็นได้ (โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ความรู้-บริการด้านสาธารณสุขยังเข้าไปไม่ถึง) นอกจากนั้นในเรื่องของอาหารใจ เด็กจะยังเคลื่อนไหวไม่ได้เอง คุณพ่อคุณแม่ หรือปู่ย่าตายายต้องเป็นฝ่ายเข้าไปหาเด็ก ซึ่งเขาจะมีความสุขมากขึ้นจากการกอดจูบ พูดคุย ร้องเพลง เล่านิทาน และยังช่วยให้เขามีภูมิคุ้มกันทางด้านจิตใจเพิ่มมากขึ้นด้วยค่ะ

และหากเด็กโตขึ้นมาอีกหน่อย ช่วงวัยอนุบาล อาหารที่เหมาะสมกับเด็กในกลุ่มนี้อาจต้องมีผัก ผลไม้เป็นส่วนประกอบมากขึ้น นอกเหนือจากโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต และควรได้รับธาตุเหล็ก - แคลเซียม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย โดยอาจจะมาจากปลาตัวเล็ก ตับ นม เป็นต้นค่ะ

อ่านดูแล้วจะเห็นได้ว่าไม่ยากเลยใช่ไหมคะ แท้จริงแล้ว การเลี้ยงดูเด็กช่วงปฐมวัยให้แข็งแรง ฉลาด สดใส ไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงทุกคนในครอบครัวร่วมกันลงแรงลงใจ ผลที่กลับคืนมาก็คือ การได้เห็นบุตรหลานเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข และเป็นคนดีของสังคมค่ะ

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมของเด็ก


การพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมของเด็ก


การเล่นของเด็กเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กเกิดการพัฒนาด้านสังคม รวมทั้งทัศนคติ พฤติกรรม ถ้าผู้ดูแลหรือครู พ่อแม่ ใช้เวลาสนับสนุนและสอนพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมจะเพิ่มขึ้น ความก้าวร้าวจะลดลง
"หนูน้อยน่ารักคนหนึ่งกำลังคลานไปข้างหน้า พร้อมทั้งพยายามยื่นมือออกไปเพื่อคว้าตุ๊กตาหมี แต่ปรากฎว่า หนูน้อยสัมผัสได้แต่เพียงปลายเสื้อของตุ๊กตาหมีเท่านั้น หนูน้อยที่น่ารักจึงร้องไห้ทำให้จุกนมหลอกหลุดร่วงจากปาก เด็กอื่นๆ ที่กำลังเล่นอยู่ในห้องเริ่มรู้สึกอึดอัดกับเสียงร้อง บางคนพยายามเอาจุกนมใส่ปากหนูน้อย และทำท่าจะเข้าไปปลอบโยน” นี่เป็นเหตุการณ์ที่เราสามารถพบเห็นได้ในเวลาที่ปล่อยให้เด็กเล็กหรือ เด็กอนุบาลเล่นอยู่ด้วยกัน ดังนั้น หากผู้ใหญ่จะช่วยกันสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม รู้จักการมีปฏิสัมพันธ์ การอยู่ร่วมกับเด็กอื่นตั้งแต่วัยเด็กเล็ก เราก็จะเห็นพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะ สมเกิดขึ้นในวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่มากขึ้น การเล่นของเด็กเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กเกิดการพัฒนาด้านสังคม รวมทั้งทัศนคติ พฤติกรรม ถ้าผู้ดูแลหรือครู พ่อแม่ ใช้เวลาสนับสนุนและสอนพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมจะเพิ่มขึ้น ความก้าวร้าวจะลดลง จากการศึกษาเด็กที่มีอายุ 3 เดือนถึงอนุบาล ที่เข้าโปรแกรมทดลองให้เน้นการเจริญเติบโตทางสติปัญญา พบว่าครูอนุบาลให้คะแนนความก้าวร้าวมากกว่ากลุ่มที่เข้าโปรแกรมอยู่ในศูนย์รับเลี้ยงเด็ก แต่เมื่อหลักสูตรสังคมหัวข้อ "เพื่อนของฉันและฉัน" ถูกใส่เข้าไป ความก้าวร้าวของกลุ่มทดลองไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม การสนับสนุนพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมจึงน่าจะทำให้เด็กรู้จักความแตกต่างในวิธีการเรียนรู้ที่จะสัมพันธ์หรือเล่นกับคนอื่นค่านิยมของคนในครอบครัวและสังคมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางสังคมของเด็กด้วยเช่นกัน เด็กๆ มักจะให้ความสำคัญกับการได้รับคำชมจากผู้ใหญ่ ยามที่เด็กมีความกังวลใจและมีพ่อแม่คอยให้กำลังใจ จะทำให้เด็กมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดี การเน้นความสำคัญในการช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเป็นไปได้จะส่งผลให้เด็กทำกิจกรรมที่ช่วยเหลือมากขึ้น รูปแบบของพฤติกรรมทางสังคมปัจจุบัน มักจะเป็นในลักษณะให้เด็กทำอย่างที่บอก แต่อย่าทำอย่างที่ฉันทำ อย่างไรก็ตาม เด็กจะชอบเลียนแบบมากกว่า ตัวอย่างเช่น ครูนิดจะผูกเชือกรองเท้าให้น้องก้องทุกวัน วันหนึ่งเธอเห็นน้องก้องพยายามจะช่วยผูกรองเท้าให้เพื่อน พฤติกรรมอื่นๆ ที่เด็กเลียนแบบก็มีให้เห็นบ่อยๆ ดังนั้น การเป็นแบบอย่างจึงมีอิทธิพลมากกว่าการสั่งสอน เด็กที่ช่างสังเกตและมีความใกล้ชิดผู้ใหญ่ จะได้รับ อิทธิพลจากสมาชิกในครอบครัวและครูเกี่ยวกับพฤติกรรมสังคม ทั้งในเรื่องของการแสดงพฤติกรรม(แยกแยะ) ที่ดีและไม่ดี ดังนั้น พฤติกรรมทางบวกที่เด็กทำจึงควรได้รับการสนับสนุนโดยการชม เมื่อเด็กทำงานร่วมกับเพื่อน ก็พูดในสิ่งที่เป็นทางบวก เช่น เธอแบ่งปันเพื่อนเพราะเธอชอบช่วยเหลือคนอื่น เธอเป็นเด็กที่มีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ แต่ผู้ใหญ่ไม่ควรให้รางวัลมากเกินไป พ่อแม่ที่ให้รางวัลมากเกินไปอาจทำให้ความปรารถนาที่จะมีพฤติกรรมทางสังคม เกิดจากการได้รางวัลภายนอกมากกว่าภายใน นอกจากนี้ ในสถานศึกษาที่ครูมักจะให้ดาวกับนักเรียนที่ทำดี ก็ต้องระวังเช่นกัน เพราะการให้ดาวกับพฤติกรรมทางสังคมบ่อยเกินไปขณะที่เด็กคนอื่นไม่ได้ จะทำให้เด็กคนอื่นหัวเสีย เคยมีกรณีที่เด็กกลับไปบอกพ่อแม่ว่า เขามีวิธีจะได้ดาวคือ ทำไม่ดีก่อน แล้วก็ทำดี จากนั้นครูก็จะให้ดาว


2. สนับสนุนให้เข้าใจผู้อื่น ช่วยเด็กสังเกตและตอบสนองความรู้สึกของคนอื่นเช่น เด็กขับรถเด็กเล่นไปชนเพื่อน ครูอาจบอกว่า เพื่อนเขาเสียใจและเจ็บ” เราจะทำอะไรเพื่อช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นไหม ครูควรสังเกตหน้าเด็กและอาจแนะเด็กให้รถจักรยานเพื่อนที่ร้องไห้ขับ ความสามารถของเด็กที่จะแยกแยะอารมณ์เท่าๆ กับความสามารถในการแสดงความเห็นอกเห็นใจเป็นพฤติกรรมทางสังคมที่ควรฝึกให้เด็ก เทคนิคที่ช่วยให้เด็กเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นคือการแสดงบทบาทสมมุติ (role play) 3.

4. ช่วยให้เด็กกล้าแสดงออกกับพฤติกรรมทางสังคม ถ้าเด็กขี้อายจะไม่กล้าแสดงพฤติกรรมทางสังคม และยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตนเอง เพราะความเชื่อมั่นของเด็กมักจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการปฎิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น5.

6. ใช้ปัญหาถาม เมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่รบกวนคนอื่น ควรถามเรียบๆ ว่า "สิ่งที่เธอทำช่วยเธอได้อย่างไร" จะทำให้กลุ่มตระหนักว่าการกระทำของเด็กนั้นช่วยกลุ่มได้อย่างไรด้วย จะช่วยให้เด็กจำและรับผิดชอบต่อการกระทำของตน7.

8. ฝึกทักษะทางสังคมให้เด็ก เช่น การฟัง การพูดเพราะ การขอบคุณ การขอความช่วยเหลือ การแสดงความยินดี การคอย การเสนอตัวช่วยเหลือ การขอให้เล่นด้วย การสร้างมิตรภาพ ทักษะอื่นที่ช่วยให้เด็กสัมผัสกับความรู้สึก เด็กที่ได้รับการฝึกจะไม่เสียกำลังใจในการใช้คำสุภาพ รู้จักฟังผู้อื่นพูด เข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อน แบ่งปัน รู้จักรอคอย เข้าคิว ผลัดกัน รู้จักช่วยผู้อื่น ใช้หลักทางบวกในการสนับสนุนพฤติกรรมทางสังคมและลดความก้าวร้าว9.

10. ป้องกันสื่อที่รุนแรง โปรแกรมทีวีที่เป็นพฤติกรรมไม่ดี จะเป็นแบบของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและมีส่วนสนับสนุนให้เด็กพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมไปในทางที่ไม่เหมาะสมได้ การที่พ่อแม่ใช้เหตุผลและอธิบายให้เด็กเข้าใจอาจจะช่วยลดผลจากรายการทีวีที่มีพฤติกรรมไม่ดีได้บ้าง
11. การตอบสนองและเตรียมทางเลือกต่อพฤติกรรมก้าวร้าว ผู้ดูแลเด็กไม่ควรเพิกเฉยต่อพฤติกรรมก้าวร้าว หรือยอมให้เด็กแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น รังแกเพื่อน ควรสอนถึงวิธีการทำให้เพื่อนรู้สึกดีขึ้น ครูควรรู้จักนำพฤติกรรมที่ไม่ดีมาใช้ในทางที่ยอมรับ เช่น เด็กขว้างลูกบอลไปที่เพื่อนคนหนึ่งอาจถูกฟาดกลับโดยเพื่อนคนอื่นได้ สอนการโกรธ การใช้คำแสดงความรู้สึกโกรธ ใช้คำแทนการกระทำ เช่น "ฉันรู้สึกหัวเสียเมื่อเกมถูกรบกวน" "ฉันไม่สามารถสร้างเสร็จถ้าเขาเอา บล๊อกไป" "ฉันใช้อันนี้ก่อน และฉันต้องการเล่นต่อให้เสร็จ"
การสนับสนุนหรือพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมให้กับเด็กนั้น ครูและพ่อแม่จึงควรมีความเข้าใจและมีทักษะในสิ่งต่อไปนี้
1. รู้จักการชมเชย ให้กำลังใจเด็ก เข้าใจการแสดงออกถึงความรู้สึกของเด็ก สอนให้เด็กแสดงความเห็นใจเพื่อนเมื่อเขาเสียใจ สอนให้เด็กเข้าใจความโกรธ ซึ่งความโกรธนี้มักจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ความรู้สึกที่เด็กเคยประสบ เด็กวัย 3-8 ขวบ จะเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับความรู้สึกในแต่ละช่วงอายุ เด็ก อายุ 3.5 ขวบ จะรู้สึกถึงความสุข เด็กอายุ 3.5-4 ขวบ จะมีความกลัว เด็กวัย 3-8 ขวบจะรู้สึกโกรธและเสียใจ ดังนั้น ผู้ดูแลเด็กต้องช่วยเด็กแสดงความรู้สึกผ่านทางคำพูดและเข้าใจความรู้สึกนั้น ครูสามารถใช้การสะท้อนความรู้สึกเด็กโดยการพูดว่า ดูเหมือนเธอกำลังรู้สึกเสียใจ, เธอเหมือนกำลังรู้สึกโกรธ, เธอต้องการให้ฉันสนใจเธอเดี๋ยวนี้ ในทันทีที่ฉันเปลี่ยนผ้าให้น้องแล้ว ฉันจะคุยกับเธอ การพูดเช่นนี้จะทำให้เด็กแปลกใจว่าครูเข้าใจความรู้สึกของเขา และเขาจะรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อครูทำให้เขาแน่ใจว่าจะกลับมาในทันที การใช้เด็กที่ถูกกระทำเป็นตัวอย่าง เน้นผลของการทำร้ายและมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม เช่น การชกต่อย ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากแสดงพฤติกรรมนั้นแล้ว เช่น ดูซิ นั่นทำให้เขาเจ็บ เขาร้องไห้ ฉันไม่สามารถปล่อยให้เธอทำร้ายเด็กอื่นและฉันไม่ต้องการให้ใครทำเธอเจ็บด้วย เราต้องช่วยให้ทุกคนมีความสุขและปลอดภัยในห้องนี้ สนับสนุนวิธีการและทางเลือกในการแก้ปัญหาและทางเลือกในการแก้ไขสถานการณ์ขัดแย้ง วางแผนการมีพฤติกรรมทางสังคม ช่วยเด็กคิดทีละขั้น เหตุผลในการตอบสนองเมื่อเขามีปัญหาทางสังคมกับเพื่อน ขั้นตอนอะไรที่จะเน้นการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสงบ เด็กมีความรู้สึกเหมือนหรือต่างจากเด็กคนอื่น ครูจะต้องช่วยเด็กคิด จินตนาการถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละพฤติกรรม ครูควรช่วยเด็กที่ก้าวร้าวและ ขี้อายให้มีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีขึ้นภายในสามเดือน แสดงรูปของการช่วยเหลือคนอื่น การมีความสุขที่ได้ช่วยผู้อื่นและ ถามเด็กให้สร้างภาพโดยคำพูด การให้เด็กดูรูปเด็กที่ช่วยคนอื่น ให้ความร่วมมือ แบ่งปัน การทำงานเป็นกลุ่มและแต่งเรื่องราว จะช่วยให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดี ครูควรใช้คำถาม เธอคิดว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่” การใช้เหตุผล การรับฟังอย่างเห็นใจและขั้นตอนการใช้อำนาจ ความรัก การทำข้อตกลงจะช่วยให้เด็กเข้าใจกฎ รู้จักฟัง การอธิบายจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม การใช้อำนาจและการลงโทษจะน้อยลง เด็กก็จะมีระดับของเหตุผลมากขึ้น การพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กต้องมีครูและพ่อแม่ที่มีความรู้ความเข้าใจเด็ก พร้อมที่จะช่วยสนับสนุนเด็กให้พัฒนาได้ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ เฉกเช่นการทำงาน หากเรามุ่งหวังให้งานสำเร็จออกไปด้วยดี เราก็ต้องทุ่มเทเวลา กำลังความสามารถที่มีอยู่ เด็กก็เช่นกัน เขาต้องการเวลาและความสามารถของครู พ่อแม่และผู้ใหญ่ ที่จะช่วยให้เขาเติบโตเป็นคนที่ดีในสังคม หากเราหวังแต่จะได้สิ่งดีๆ โดยไม่คิดจะลงทุนลงแรงอะไรเลย คงเป็นเรื่องยากอยู่ซักหน่อยละมัง

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

กล้ามเนื้อมัดใหญ่

กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูกแข็งแรงดีมั้ย?

 

กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูกแข็งแรงดีมั้ย? (รักลูก)


         หากกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูกทำงานผิดปกติหรือล่าช้ากว่าพัฒนาการตามวัย การเรียนรู้ของลูกน้อยที่เกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายก็คงต้องซะงักไปด้วยฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นสังเกตและใส่ใจ เพื่อให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูกน้อยพัฒนาอย่างเต็มที่ไม่มีปัญหาค่ะ


         พัฒนาการการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูก

0-5 เดือน


         สามารถผงกศีรษะ หันหน้าซ้ายขวาได้ เริ่มชันคอได้ดีขึ้น กำมือแน่นและหลวม ๆ ได้

         เริ่มชันคอและยกศีรษะขึ้นสูงโดยใช้แขนยันได้ ศีรษะตั้งตรงขณะนั่ง

5 เดือน-2 ขวบ


         คว่ำและหงายเองได้ สามารถเอามือทั้ง 2 ข้างมาแตะกันได้ และใช้มือข้างเดียวจับของได้

         เริ่มเดินได้ด้วยตนเองแต่ยังไม่คล่องนัก กล้ามเนื้อในการทรงตัว แขนขา มีการพัฒนามากขึ้น

2-6 ขวบ


         ทรงตัวและเคลื่อนไหวได้ดี เพราะกล้ามเนื้อแขนขาแข็งแรงมากขึ้น

         การเคลื่อนไหวของร่างกายทุกส่วนเริ่มทำงานประสานกันได้ดี

ข้อสังเกต


          2-6 ขวบ : เป็นช่วงวัยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูกได้ชัดเจน หากลูกมีอาการดังต่อไปนี้ถือว่าผิดปกติ ควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์ค่ะ

          2-4 ขวบ :

       หกล้มง่าย ขึ้น-ลงบันไดไม่ได้

       ไม่สามารถต่อบล็อกไม้ได้มากกว่า 4 บล็อก

       เดินบนสะพานหรือในที่แคบๆ ไม่ได้

         4-6 ขวบ :

       โยนลูกบอลข้ามหัวไม่ได้และกระโดยไม่ค่อยได้

       ขี่จักรยาน 3 ล้อไม่ได้

       ไม่สามารถแปรงฟันได้อย่างทะมัดทะแมง

       ถอดเสื้อผ้าเองไม่ได้

       จับปากกาหรือดินสอไม่ถนัด

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก

"กล้ามเนื้อมัดเล็ก” ก็มิใช่อื่นไกลคือกล้ามเนื้อของนิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อมือ ริมฝีปากและลิ้นนั่นเอง และถึงจะได้ชื่อว่ากล้ามเนื้อมัดเล็ก แต่ความสำคัญนั้นไม่เล็กอย่างชื่อ  สำหรับเด็กขวบแรกหนูน้อย ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เป็นเครื่องมือสำคัญในการสำรวจโลก โดยเฉพาะ “กล้ามเนื้อนิ้วมือ”
เพราะนิ้วมือที่แข็งแรงจะเป็นพื้นฐานให้เด็กน้อยค่อย ๆ พัฒนาไปสู่พัฒนาการอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น การถือขวดนม หยิบช้อน ตักอาหาร จับดินสอเขียนหนังสือ วาดรูป หยิบสิ่งของขนาดเล็กและทำกิจกรรมต่าง ๆ ดังนั้นจะรอช้าอยู่ไย มาเล่นสนุกกับเจ้าหนู เพื่อช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กให้ลูกกันดีกว่าค่ะ เล่นสนุกกับกล้ามเนื้อมัดเล็ก
  • เมื่อตอนแรกเกิดเด็กน้อยจะมีปฏิกิริยาคว้าจับแบบอัตโนมัติ นิ้วมือจะกำอยู่เกือบตลอดเวลา ลองสอดนิ้วให้ลูกจับสิคะ หนูจะกำแน่น แล้วเราก็ค่อย ๆ แกะนิ้วของลูแออกทีละนิ้ว แล้วให้ลูกกำใหม่อีกครั้ง ทำอย่างนี้ซ้ำ ๆ จะช่วยบริหารนิ้วมือให้กับลูก นอกจากนี้ยังเป็นสัมผัสอันน่าประทับใจที่พ่อแม่ลูกไม่ควรพลาด
  • บริหารนิ้วเท้าของลูก ด้วยการแนะนำให้ลูกรู้จักนิ้วเท้าของตัวเอง คุณแม่อาจจะช่วยยกเท้าลูกขึ้นมา ให้ลูกมองเห็นหลังจากนั้นหนูน้อยจะชอบยกนิ้วเท้าขึ้นมาอมเล่น 
  • นำของเล่นที่ลูกชอบมาเคลื่อนไหวไปมาอย่างช้า ๆ ตรงหน้า ลูกจะพยายามมองตาม และยื่นมือไขว่คว้าให้ลูกเอื้อมมือไปมาอย่างนี้สักชั่วครู่ แล้วจึงส่งของเล่นให้ลูก
  • เวลาส่งของเล่นให้ลูกเลือกส่งจากทางขวาบ้าง ซ้ายบ้าง ในหลาย ๆ ทิศทาง เพื่อให้ลูกได้เอื้อมมือและใช้ความสามารถในการใช้มืออย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันเมื่อลูกมองเห็นว่าของถูกยื่นมาจากทางใด ก็เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อสายตาให้ทำงานสัมพันธ์กับมือไปด้วย
  • อุ้มหนูน้อยออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ไปดูใบไม้ที่กำลังเคลื่อนไหว หรือสิ่งแวดล้อมแปลกตาที่ลูกไม่คุ้นเคยหนูน้อยจะเอื้อมมือออกไปคว้า จับของที่อยู่ใกล้ตัว ลูกจะสนุกกับการเอื้อมมือไขว่คว้ามากขึ้น เพราะเป็นสีสันที่แตกต่างจากของเล่นที่เคยเห็น
  • ลูกน้อยอายุประมาณ 6 เดือนขึ้นไป จะเริ่มใช้นิ้วมือหยิบจับสิ่งของได้ดีและใช้มือได้คล่องแคล่วขึ้น ลองเล่นซ่อนหากับลูกดูสิคะ หนูน้อยจะชอบเกมนี้มาก เช่น คุณแม่วางของเล่นไว้ในกล่อง ให้ลูกเห็นลูกจะพยายามล้วงมือลงไปหยิบกลับคืนมา นี่แสดงว่าหนูน้อยกำลังเรียนรู้เรื่องการคว้าสิ่งของผ่านสิ่งกีดขวาง และเป็นการเรียนรู้เรื่องเหตุและผลอีกทางหนึ่งด้วย
  • แนะนำให้ลูกรู้จักมือน้อย ๆ ของตัวเอง ด้วยการจับมือข้างหนึ่งของลูก ไปแตะมืออีกข้างหนึ่ง ทำอย่างนี้บ่อย ๆ ลูกจะค่อย ๆ รู้จักกำมือของตัวเอง นี่เป็นขั้นแรกสำหรับลูกในการใช้มือจับสิ่งของ
  • ยื่นมือที่มีลักษณะยาว ๆ ให้ลูก เช่น ช้อน ดินสอ หนูน้อยจะเรียนรู้วิธีการรับของยาว ๆ ว่าจะกำมืออย่างไรจึงจะจับของนั้นได้ และเรียนรู้เรื่องการกะระยะกับสิ่งของ
  • พอใช้มือได้เก่งขึ้นเห็นพ่อแม่จับอะไรลูกจะพยายามแย่งมาเล่น เช่น เห็นพ่อแม่ถือช้อนตักอาหารก็อยากถือบ้าง คุณพ่อคุณแม่ถือโอกาสนี้ปล่อยให้ลูกได้ฝึกจับช้อนตักอาหารด้วยตัวเอง อาจจะหาช้อนพลาสติกเล็ก ๆ ให้ลูกสักคันและยอมเลอะเทอะบ้าง เวลาที่ลูกอยากตักอาหารเอง
  • หาแก้วพลาสติกที่มีหูจับมาวางไว้ตรงหน้าลูก ลองจับมือทั้งสองของลูกมาลูบ ๆ คลำ ๆ รอบ ๆ แก้ว ตอนแรกลูกอาจจะยังไม่รู้ว่าจะถือแก้วอย่างไร แต่สักพักลูกจะเรียนรู้ว่าใช้มือข้างหนึ่งจับหูแก้วและ อีกข้างโอบแก้วข้างที่ไม่มีหูไว้อย่างได้อย่างไร
  • วางของเล่นบนพื้นให้ลูกได้เลือกหยิบขึ้นมา แรก ๆ อาจจะเลือกเป็นของเล่นที่หยิบง่าย เช่น ทรงกลม สี่เหลี่ยม จากนั้นจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นของที่เล็กลงและมีลักษณะรูปทรงแตกต่างออกไป เช่น เมื่อสังเกตว่าลูกสามารถเริ่มใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งหยิบของได้บ้างแล้ว อาจจะเริ่มวางของที่เรียวเล็กลักษณะยาว เช่น ช้อน ปากกาเมจิก ดอนสอ หรือของเล่นที่มีลักษณะยาว ๆ เป็นต้น
ฝึกลูกมาหลายกระบวนท่าแล้ว อย่าลืมว่าลูกไม่ใช่จอมยุทธน้อยนะคะ ดังนั้นบรรยากาศของการเล่นควรจะสนุกสนาน อาจจะมีการพูดคุยกับลูกไปด้วย หัวเราะไปกับลูกด้วย และพยายามให้กลมกลืนไปกับชีวิตประจำวันและการเล่นของลูก รับรองว่าหนูน้อยจะทั้งสนุก ทั้งมีทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่เชี่ยวชาญขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การเล่านิทาน

การเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย    
                นายแพทย์บวร งามศิริอุดม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กล่าวไว้ว่า" เชื่อว่าคุณแม่คุณพ่อแทบทุกคนในปัจจุบัน ต้องรู้จักนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกที่ชื่อว่า ไอน์ส-ไตน์ ไอน์สไตน์ มีความฉลาดทางปัญญา ( IQ) ประมาณ 180 ขณะที่คนทั่วไปมีไอคิวประมาณ 90-110 เท่านั้น เขาได้ให้ข้อคิดที่สำคัญไว้ว่า ถ้าอยากจะให้ลูกฉลาด คุณแม่คุณพ่อควรจะเล่า นิทานให้ลูกฟังเป็นประจำ และถ้าจะให้ลูกฉลาดมากยิ่งขึ้น ทำอย่างไรรู้ไหมครับ ไอน์สไตน์บอกว่า ต้องเล่า นิ ทานให้ลูกฟังหลายๆ เรื่อง คิดว่าคนที่ฉลาดเช่นนี้ พูดไว้แบบนี้ เราคงต้องเชื่อว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ "
          นิทานคือ โลกของภาษา ภาพและหนังสือที่ปรากฏบนหนังสือนิทาน คือโลกของภาษา การอ่านหนังสือให้ลูกฟังจึงมีความสำคัญมาก ต่อการพัฒนาของเด็ก เปรียบเหมือนอาหารมื้อหนึ่งของวัน เพราะเป็นอาหารสมองและอาหารใจของลูก พ่อแม่ทุกคนอยากให้เด็กรักการอ่านหนังสือ และเรียนเก่ง การทำให้เด็กรักการอ่านหนังสือไม่ยากเพราะเด็ก มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบสนุกสนาน ถ้าได้หนังสือที่ชอบและยากอ่าน
         นิทานสำหรับเด็กปฐมวัยควรเป็นหนังสือภาพสำหรับเด็ก ซึ่งหมายถึงหนังสือที่พ่อแม่อ่านให้เด็กฟัง ไม่ใช่หนังสือสำหรับเด็กอ่าน การเล่านิทานให้ลูกฟังด้วยเสียงตนเอง ใช้ภาษาที่ดี เวลาเล่า ความรู้สึกของผู้เล่าจะผ่านไปสู่ตัวลูกด้วย ถ้าผู้เล่านิทานรู้สึกตื่นเต้น ลูกก็จะรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย ความรู้สึกร่วมกันระหว่างพ่อแม่และเด็กระหว่างการเล่านิทาน จึงเปรียบเสมือนสายใยผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก การเล่านิทานแม้เพียง 5 - 10 นาทีต่อเล่ม แต่ผลที่มีต่อลูกและความสุขในครอบครัวนั้นมหาศาล ลูกจะได้รับการพัฒนาทักษะการฟังและการพูด สร้างจินตนาการแก่เด็ก ฝึกสมาธิให้เด็กรู้จักสำรวจจให้จดจ่ออยู่กับเรื่องที่ฟัง ซึ่งเป็นพื้นฐานการเตรียมความพร้อม ด้านการอ่านหนังสือ และปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กไปพร้อมกัน
           นิทานสำหรับเด็กปฐมวัย
       ความเหมาะสมของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัยจำเป็นต้องคำนึงถึงความสนใจ การรับรู้และความสามารถตามวัยของเด็ก เป็นสำคัญ จึงยังเกิดประโยชน์ที่แท้จริงต่อการเรียนรู้ของเด็ก เด็กจะเริ่มรับรู้นิทาน จากภาพที่มองเห็นและเสียงที่ได้ยิน โดยรู้ความหมายไปทีละเล็กทีละน้อย จนสามารถเชื่อมโยงภาพ และคำบอกเล่าที่ได้ยิน ตลอดจนจดจำเนื้อหาและเรื่องราวต่างๆ ที่นำไปสู่การอ่านตัวหนังสือได้อย่างมีความหมายต่อไป

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

บทความเกี่ยวกับการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

เรื่องที่น่าจะสอนได้ในชั่วโมงกิจกรรมคณิตศาสตร์
ในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ครูมักจะมีปัญหาว่า จะสอนอย่างไร จึงจะทำให้นักเรียนเกิดความคิดรวบยอด (Concept)จะใช้อุปกรณ์รูปภาพ หรือจะหาตัวอย่างอย่างไรดี ซึ่งคิดว่าครูหลาย ๆ ท่านคงจะเห็นด้วยว่า การสอนให้นักเรียนเกิดความคิดรวบยอดขี้นมาเองได้นั้น ทำได้ยากกว่าการสอนด้วยการบอกหลายเท่านัก ไหนจะปัญหาที่ว่า ระดับความสามารถในชั้นเรียนของนักเรียนแตกต่างกัน นักเรียนมีพื้นฐานไม่เท่ากัน ครูหลายท่านจึงจำเป็นต้องรวบรัดด้วยการบอก แทนที่จะเป็นการสอนแบบสืบเสาะ (discoverymethod) อย่างที่ตั้งใจจะทำ
อย่างไรก็ดี ก็คงจะไม่ปฏิเสธว่า ก่อนที่นักเรียนจะทำโจทย์ปัญหาที่เป็นการวิเคราะห์ได้ นักเรียนจะต้องมีความเข้าใจในเนื้อหา จึงจะนำไปใช้และวิเคราะห์ได้ ในเมื่อครูหลายท่านไม่สามารถใช้วิธีการที่ต้องการในชั้นเรียนได้ ก็น่าจะทำได้ในชั่วโมงกิจกรรมซ่อมเสริม ซึ่งครูไม่จำเป็นต้องกังวลว่านักเรียนส่วนใหญ่ในชั้นเรียนจะตามได้ทันหรือไม่ เพราะเนื้อหาที่นำมาสอนไม่จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งที่อยู่ในบทเรียนเสมอไป และก็ไม่จำเป็นต้องมีเนื้อเรื่อง หรือโจทย์ปัญหามากมาย
- ตัวอย่างที่จะยกมานี้ใช้ชุดภาพเพียงชุดเดียว แต่ครูสามารถใช้คำถามได้หลายแบบเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิด โดยลำดับความยากง่ายของคำถามไว้ให้เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียน ทั้งนี้ ครูควรพิจารณาได้เองตามความเหมาะสมของแต่ละชั้นเรียน (ดังจะเสนอตัวอย่างเรื่องที่น่าจะนำไปสอนในชั่วโมงดังกล่าวดังนี้)
- ครูยกบัตรภาพตามรูปทางขวามือ ทีละภาพ แล้วให้นักเรียนบอกจำนวนจุดบนภาพที่ครูยกให้ดู
- ครูเขียนจำนวนที่นักเรียนบอกบนกระดาน ดังนี้
1, 4, 9, 16, 25
- จากนั้นครูใช้คำถามถามนักเรียนว่า ถ้าครูยกแผ่นภาพในทำนองเดียวกันนี้อีก จำนวนต่อไปควรจะเป็นจำนวนอะไร ให้นักเรียนในชั้นช่วยกันตอบ ซึ่งนักเรียนควรจะบอกไปได้เรื่อย ๆเป็น
1, 4, 9, 16, 25, 36, 49, 64, 81, 100,...
- เมื่อจำนวนมีค่ามากขี้น จนนักเรียนไม่สามารถบอกออกมาได้ทันทีแล้ว นักเรียนควรจะบอกได้ว่า จำนวนที่จะเขียนต่อไปเป็นกำลังสองสมบูรณ์ของจำนวนนับ หรือเขียนได้อีกแบบดังนี้
12 , 22 , 32 , 42 , 52 , 62 , 72 , 82 , 92 , 102 , 112....

- เรื่อย ๆไป ซึ่งนักเรียนบางคนอาจจะสรุปรูปแบบข้างต้นนี้ได้ จากสูตรของการหาพื้นที่โดยสังเกตจากรูปที่ครูยกให้ดูก็ได้ แต่สิ่งที่ครูต้องการให้นักเรียนตอบไม่ใช่เพียงคำตอบที่ถูกต้อง แต่ครูควรจะได้ซักถามว่านักเรียนมีวิธีการคิด หรือมีข้อสังเกตอย่างไรจึงได้ข้อสรุปหรือคำตอบนั้นมา นักเรียนแต่ละคนจะมีวิธีคิดที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละวิธีเหล่านั้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนที่ยังสรุปไม่ได้ หรือสรุปโดยมีความคิดอีกแบบหนึ่ง การเปิดโอกาสหรือกระตุ้นให้นักเรียนได้ใช้ความคิด หรือวิเคราะห์ปัญหาที่ไม่ซับซ้อนนัก จะช่วยให้นักเรียนคุ้นเคยต่อการแก้ปัญหาด้วยตนเอง แทนที่คอยจะหาแต่วิธีลัด สูตรสำเร็จ โดยไม่สนใจที่มาของคำตอบเหล่านั้น ซึ่งจะเกิดผลเสียต่อตัวนักเรียนเองเมื่อไปศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไป

นับเลข

เพลงเด็ก 7วัน7สี

เพลงคณิตศาสตร์

เพลง เรามานับกัน
แมว แมว แมว แมว 1 ตัวนั้นมีกี่ขา
เห็นไหมมันกำลังเดินมา(ชำ)
แมวมีกีขาเรามานับดูกัน
1, 2 ,3,4
(เปลี่ยนสัตว์ที่เราต้องการ)


เพลง นก 5 ตัว
นก 5 ตัวเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ตัวหนึ่งบินไปก็เหลือนก 4 ตัว
นก 4 ตัวเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ตัวหนึ่งบินไปก็เหลือนก 3 ตัว
นก 3 ตัวเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ตัวหนึ่งบินไปก็เหลือนก 2 ตัว
นก 2 ตัวเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ตัวหนึ่งบินไปก็เหลือนก 1 ตัว
นก 1ตัวเกาะอยู่บนกิ่งไม้ แล้วบินตามเพื่อนไปไม่เหลือนกชักตัว
 
 
เพลง ลองนับดูสิ

นิ้ว นิ้ว นิ้ว นิ้วมือมีข้างละห้า

สองมือรวมกันเข้ามา นับนิ้วนั้นหนาได้เท่าไหร

ฉันนับได้สิบนิ้วเอย
 
เพลง นกเขา

นั่นนกเขาบินมาลิบๆ

1 2 3 4 5

อีกฝูงบินไปบินมา

อีกฝูงบินไปบินมา

6 7 8 9 10 ตัว