วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

ดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ที่งดงามไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวบนเขา ถ้ำ น้ำตก เดินป่า กางเต้นท์พักแรมกลางป่า ทั้งมีรีสอร์ต และบ้านพักของอุทยานฯ ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว ถ้าจะเที่ยวในแบบขอพักอยู่ตามบ้านชาวบ้านที่ยินดีรับแขกเข้าพัก โดยใช้ชีวิตประจำคล้ายสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว จะยิ่งซาบซึ้ง ได้สัมผัสกับน้ำใจ อาหาร และขนบธรรมเนียมประเพณีชาวเหนืออย่างดื่มด่ำ

บนยอดดอยอินทนนท์ มีผืนป่าดิบดึกดำบรรพ์อันกว้างใหญ่สมบูรณ์ปกคลุม ซึ่งน้อยคนนักจะได้สัมผัสธรรมชาติที่แท้จริงของภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศ ในอดีตมีเพียงเส้นทางเล็ก ๆ ตัดขึ้นไปสู่ป่าลึกอันชุ่มชื้นและหนาวเย็น จึงจะได้พบเห็นกล้วยไม้และพันธุ์ไม้ป่าที่สวยงามและหายากยิ่ง นับแต่รองเท้านารีอินทนนท์ที่ค้นพบเป็นแห่งแรกบนดอยนี้ เอื้องกำเบ้อ ซึ่งเป็นกล้วยไม้จำพวกซิมบิเดียม มีสีเหลืองทอง ยังมีกุหลาบพันปีที่มีลำต้นสูงใหญ่กว่ากุหลาบแดงบนภูหลวงและภูกระดึงมากมายนัก อีกทั้งดอกไม้ป่าอีกหลายชนิดที่ขึ้นดารดาษทั่วหุบเขา สลับกับพันธุ์ไม้จำพวกเฟิร์น ออสมันดา และอื่น ๆ เทือกเขาสูงมิได้มีเพียงยอดสูงสุด คือ ดอยอ่างกาหลวงเท่านั้น ทว่าเทือกเขาดอยอินทนนท์นั้นคือแนวทิวเขาสลับซับซ้อนตอนหนึ่งของเทือกเขาถนนธงชัยอันพาดผ่านชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือลงไป มียอดดอยอินทนนท์ เป็นยอดสูงสุด สูงถึง 2,565 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นที่ประดิษฐานกู่พระอัฐิของพระเจ้าอินทวิชานนท์ ผู้ครองเชียงใหม่องค์ที่ 7 และเป็นที่ตั้งของสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศไทย ไม่ว่าฤดูกาลใด อากาศเย็นตลอดปี ราว 5 ? 18 องศาเซลเซียส

การเดินทาง
จากตัวเมืองเชียงใหม่ เดินทางโดยรถยนต์ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 (เชียงใหม่-ฮอด) ผ่านอำเภอหางดงและอำเภอสันปาตอง ไปยังอำเภอจอมทอง ก่อนถึงอำเภอจอมทองประมาณ 2 กิโลเมตร เลี้ยวขวาตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009 (จอมทอง-ดอยอินทนนท์) จะเริ่มเข้าเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ที่กิโลเมตรที่ 8 (น้ำตกแม่กลาง) และตัดขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์เป็นระยะทางทั้งหมด 49.8 กิโลเมตร ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ 31

รถยนต์ส่วนตัว ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่-จอมทอง)ผ่าน อ.หางดง อ.สันป่าตอง แล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1009 ตรงหลัก กม.57 ก่อนถึงตัว อ.จอมทองประมาณ 1 กม. จากทางแยกไปอีกประมาณ 8 กม.ก็จะถึงด่านตรวจของ อช.ดอยอินทนนท์ ถนนจะไปสิ้นสุดตรงยอดดอย เป็นทางลาดยางตลอดสาย เส้นทางส่วนใหญ่เป็นทางขึ้นเขาคดเคี้ยว โปรดขับรถด้วยความระมัดระวัง และรถควรมีกำลังเพียงพอ รวมระยะทางจากจอมทองถึงยอดดอยอินทนนท์ประมาณ 48 กม. จากเชิงดอยถึงยอดดอยใช้เวลาประมาณ 1 ชม.

รถประจำทาง นั่งรถสองแถวสายเชียงใหม่-จอมทอง เมื่อถึงจอมทองแล้วใช้บริการรถสองแถวสายจอมทอง-อินทนนท์ สำหรับผู้ชื่นชอบการโบกรถ อาจขออาศัยรถที่วิ่งผ่านมาไปลงยังจุดที่ต้องการได้

ค่าธรรมเนียม อช.ดอยอินทนนท์ มีด่านตรวจเพื่อป้องกันการลักลอบล่าลัตว์และเก็บของป่าทั้งหมดสี่แห่งคือ ทางเข้าน้ำตกแม่ยะ ทางเข้าน้ำตกแม่กลาง บนทางหลางสาย 1009 ตรง กม.8.2 และกม.37.4 โดยเก็บค่าธรรมเนียมดังนี้

วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

วัคซีนช่วยป้องกันโรคให้ลูกรัก

วัคซีนช่วยป้องกันโรคให้ลูกรัก
วัคซีนตามตาราง
แรกเกิด           
 BCG (วัณโรค) ,ตับอักเสบ บีเข็ม 1
2เดือน            
โปลิโอ(หยอดปาก/ชนิดฉีด) คอตีบ ไอกรน บาดทะยักครั้งที่ 1
 ตับอักเสบ บีครั้งที่ 2
4เดือน            
โปลิโอ(หยอดปาก/ชนิดฉีด) คอตีบ ไอกรน บาดทะยักครั้งที่ 2
6เดือน            
โปลิโอ(หยอดปาก/ชนิดฉีด) คอตีบ ไอกรน บาดทะยักครั้งที่ 3ตับอักเสบ บีครั้งที่ 3
9เดือน            
 หัด หัดเยอรมัน คางทูมครั้งที่1
1 ปี                 
ไข้สมองอักเสบแจแนนิส บี ครั้งที่ 1 และ 2ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ ครั้งที่ 3 ห่างกัน 1 ปี
1ปี 6 เดือน       
โปลิโอ(หยอดปาก/ชนิดฉีด) คอตีบ ไอกรน บาดทะยักครั้งที่ 4(กระตุ้น)
4ปี                  
โปลิโอ(หยอดปาก/ชนิดฉีด) คอตีบ ไอกรน บาดทะยักครั้งที่ 5
5ปี                 หัด หัดเยอรมัน คางทูมครั้งที่ 2
6 ปี                กระตุ้นไข้สมองอักเสบแจแนนิส บี ครั้งที่4
11-12 ปี         คอตีบ บาดทะยัก
Bวัคซีนนอกตารางและวัคซีนใหม่ใหม่ 2.1 วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮิบ   ฉีดที่อายุ 2 ,4และ 6เดือน(ปัจจุบันมีวัคซีมรวม5-6 โรคผสมรวมกัน)
 2.2 วัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงจากเชื้อไวรัสโรตา
   เป็นวัคซีนชนิดหยอดปาก รับที่อายุ 2และ4 เดือน
2.3 วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส   ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป อายุต่ำกว่า13 ปี ฉีด 1 เข็ม อายุ 13 ปี ขึ้นไปฉีด 2 เข็มห่างกัน 1 เดือน
 2.3วัคซีนป้องกันไอ พี ดี
  ป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัสตารางการฉีดคือ
    
ฉีดตรั้งที่                      เมื่ออายุ
      1                                 2 เดือน
       2                                 4 เดือน
       3                                 6 เดือน
         4(กระตุ้น)                             12-15 เดือน
สำหรับเด็กที่อายุตั้งแต่ 7 เดือนขึ้นไป
อายุ 7-11 เดือน                       3 ครั้ง ห่างกัน 2 เดือน
อายุ 12-23เดือน          2 ครั้งห่างกัน 2 เดือน
 
อายุ 2-9 ปี               ฉีด 1 ครั้ง

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

การพักผ่อนของเด็ก

 การนอนและการพักผ่อนการนอนและการพักผ่อนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้เด็กมีสุขภาพดี เด็กที่ได้นอนและพักผ่อน อย่างเพียงพอมักมีสุขภาพสมบูรณ์และมีอารมณ์แจ่มใส เด็กวัย 3-5 ปี จะเคลื่อนไหวร่างกาย วิ่งเล่นเกือบ ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องนอนและพักผ่อนให้เพียงพอ
1. สุขนิสัยด้านการนนของเด็กวัยก่อนเรียน
การนอนและพักผ่อนอย่างถูกสุขลักษณะของเด็กควรมีลักษณะดังนี้
1) ให้เด็กนอนและพักผ่อนเป็นเวลาได้โดยไม่ต้องบังคับ เด็กวัย 3-5 ปี ควรให้นอนคืนละอย่างน้อย 10 ชั่วโมง
2) ให้เด็กนอนพักกลางวันและรู้จักพักผ่อนเมื่ออ่นเพลีย เด็กควรได้พักผ่อนและนอนตอนบ่าย จะหลับหรือไม่ก็ได้
3) ให้เด็กรู้จักปฏิบัติตนเอย่างสุขลักษณะก่อนเข้านอน ได้แก่ การทำความสะอาดร่างกายและ จัดเครื่องใช้ในการนอนเองได้
2. วิธีส่งเสริมให้เด็กนอนอย่างมีความสุข
การช่วยให้เด็กนอนหลับพักผ่อนอย่างมีความสุขนั้น ควรปฎิบัติดังนี้
1) การช่วยให้เด็กเข้านอนเป็นเวลา เพื่อให้เด็กพักผ่อนเต็มที่ โดยกำหนดเวลาไว้อย่างกว้างๆ เช่น 20.00 - 21.00 น. ปัจจุบันเด็กติดรายการโทรทัศน์กันมาก ทำให้นอนไม่เพียงพอ จึงควรทำความตกลงกับเด็ก ว่าจะอนุญาตให้นอนดึงได้ในวันใด เช่น คืนวันศุกร์และวันเสาร์ ซึ่งเด็กไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้าในวันรุ่งขึ้น 2) ให้เด็กทำความสะอาดร่างกายก่อนเข้านอน เช่น แปรงฟัน ล้างหน้า ล้างมือ ล้างเท้า และ ปัสสาวะ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเบาและหลวมเพื่อให้นอนสบาย และฝึกให้ปูและเก็บเครื่องนอนเอง
3) ห้องนอนของเด็กควรสะอาด ถูกสุขลักษณะ มีอุณหภูมิพอเหมาะ ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป มีอากาศถ่ายเทได้ดี ไม่มียุงและแมลงต่างๆ รบกวน ไม่สว่างหรือมืดเกินไป ให้เด็กสวมเสื้อผ้าที่เหมาะกับอากาศ และห่มผ้าเมื่อากาศเย็น
4) บรรยากาศขณะเด็กเข้านอนควรจะสงบ ควรปิดโทรทัศน์ก่อนนอน อาจมีตุ๊กตาหรือหมอน กอดเพื่อให้เด็กรู้สึกว่ามีเพื่อน พ่อแม่ควรอยู่เป็นเพื่อนลูกถ้าลูกต้องการควรสอนให้ลูกสวดมนต์ทำจิตใจ ให้สงบก่อนเข้านอน นอกจากนี้ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กอาจเล่านิทานหรืออ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอน ซึ่งเป็นการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กอีกด้วย
5) การส่งเสริมให้เด็กนอนกลางวันจะชวยให้ร่างกายของเด็กได้พักผ่อน ควรให้เด็กได้นอนนิ่งๆ แม้จะไม่หลับ โดยให้นอนอ่านหนังสือภาพ หนังสือการ์ตูน กอดตุ๊กตาเมื่อเด็กตื่นควรให้ความเอาใจใส่ดูแล ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้งขณะนอนหลับ เมื่อเด็กโตขึ้นมักไม่ยอมนอนกลางวัน ก็ควรให้นั่งนอนเล่น อย่างสงบ ตอนเย็นรีบให้กินอาหารและเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อให้เได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
6) นอกจากการเข้านอนและพักผ่อนแล้ว เด็กควรตื่นตอนเช้าได้อย่างสดชื่นแจ่มใส ถ้าเด็กไป โรงเรียอนุบาลหรือศูนย์เด็กปฐมวัย เด็กควรตื่นแต่เช้า พ่อแม่อาจให้นาฬิกาปลุกแก่เด็กเพื่อให้ตื่นตามเวลา ถ้าเด็ก ตื่นสายไม่ควรเกรี้ยวกราด อารมณ์เสียใส่เด็ก เพราะจะทำให้เด็กไม่สบายใจ ไม่สดชื่นไปทั้งวัน ควรพูดกับเด็ก ด้วยน้ำเสียงปกติ เช่น พูดว่า “เช้านี้อากาศดี ลุกคงไม่อยากลุกจากที่นอน แต่ก็ต้องรีบแต่งตัวไปโรงเรียนนะลูก” คำพูดลักษณะนี้แสดงให้เด็กเห็นว่าพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กเข้าใจเด็ก เด็กก็จะรีบลุกจากที่นอนโดยไม่หงุดหงิด

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โภชนาการเพื่อเด็กปฐมวัย

โภชนาการเพื่อเด็กปฐมวัย เลี้ยงดูอย่างไรให้โตอย่างมีสุข
ปัจจุบัน หากพิจารณาผ่านสื่อต่าง ๆ มักจะพบว่า มีการบรรจุแนวคิดเรื่องการสร้างความเป็นอัจฉริยะในตัวเด็กค่อนข้างมาก ทั้งในผลิตภัณฑ์อาหาร สื่อการเรียนการสอน ฯลฯ บางครั้งก็มีเหตุผล ข้อมูลทางการวิจัยสนับสนุน แต่ก็มีบางครั้งที่ผู้เขียนเชื่อว่า คุณพ่อคุณแม่คงจับความรู้สึกด้านการโฆษณาเกินจริงได้บ้างเหมือนกัน

ฉะนั้น มุม HowTo ของเราในวันนี้จึงขอไม่เน้นการสร้างความเป็นอัจฉริยะให้กับเด็ก ขอเพียงทำหน้าที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยอย่างไร จึงจะเติบโตอย่างมีความสุขดีกว่า เนื่องจากผู้เขียนเองก็เชื่อว่า การที่เด็กเติบโตอย่างมีความสุขนั้น จะส่งผลต่อการทำงานของสมอง ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เขาแสดงความเป็นอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ในตัวออกมาได้ไม่แพ้กัน

ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า สมองเด็กในช่วงแรกเกิดถึงเดือนที่ 36 จะมีพัฒนาการ การเรียนรู้ และการเชื่อมโยงของใยประสาทที่ดีที่สุด แต่การจะส่งเสริมให้การทำงานเหล่านั้นเกิดประสิทธิภาพ ส่วนหนึ่งต้องเกิดจากการเลี้ยงดูเด็กให้มีความสุข สนุก อารมณ์ดี ซึ่งนั่นหมายความว่า เด็กจะต้องได้รับทั้งอาหารกาย อาหารใจ ได้เรียนรู้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อมผ่านการเล่นที่เด็กได้สัมผัส ดมกลิ่น ได้ยินเสียง หรือการรับรส

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสาคร ธนมิตต์ จากสถาบันวิจัยโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดลได้เปรียบเทียบการพัฒนาของสมองตามวัยเอาไว้ว่า เด็กในช่วง 6 เดือนแรกเกิดถือเป็นช่วงทองคำขาว มีความสำคัญมากที่สุด ต่อมาในช่วง 0.5 - 6 ปีแรกถือเป็นช่วงทองคำ ที่ยังควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ถัดมาช่วงอายุ 6 - 12 ปีถือเป็นช่วงเงิน เด็กจะมีการเจริญเติบโตในด้านอื่น ๆ ร่วมด้วย ขณะที่สมองจะมีการพัฒนาน้อยลง อายุ 12 - 25 ปีจะเข้าสู่ช่วงทองแดง และพออายุเกิน 25 ปีขึ้นไปแล้ว ถือเป็นช่วงดีบุก ซึ่งเปรียบเทียบไม่ได้กับช่วงทองคำขาวเลย

"ในช่วงทองคำขาว เราจะสามารถปลูกฝังความซื่อสัตย์ ความมีวินัย และความสุขได้ โดยเป็นวัยที่สมองเรียนรู้ได้เหนือกว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะเข้าใจ ส่วนในวัยทองคำ หรือช่วงเข้าเรียนชั้นอนุบาล ช่วงนี้พ่อแม่จะสามารถพัฒนาสมอง จินตนาการ คุณธรรม อารมณ์ และบุคลิกภาพได้ให้กับเด็กได้"

อาหารกาย - ใจสำหรับวัย 0-24 เดือน

สำหรับอาหารกาย-อาหารใจของเด็กวัยแรกเกิด - 6 เดือนที่ดีที่สุดก็คือนมแม่ เป็นที่ทราบกันดีว่า นมแม่มีสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ และมีสารให้ภูมิต้านทานโรคครบทุกด้าน อีกทั้งยังทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ จากการสบตากับแม่ การได้ยินเสียงพูดคุยของแม่ การได้กลิ่นจากตัวแม่ การรู้รสนมแม่ผ่านลิ้น และการสัมผัสจากแม่ด้วย

ต่อมาในวัย 6 - 24 เดือน เป็นช่วงเวลาที่สมองจะเติบโตรวดเร็วมากเกือบเท่าผู้ใหญ่ ในช่วงนี้ เด็กจะต้องการอาหารที่เหมาะสมกับวัย และความเอาใจใส่มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นช่วงที่เด็กถูกละเลยการพัฒนาทางสมองมากที่สุดด้วยก็เป็นได้ (โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ความรู้-บริการด้านสาธารณสุขยังเข้าไปไม่ถึง) นอกจากนั้นในเรื่องของอาหารใจ เด็กจะยังเคลื่อนไหวไม่ได้เอง คุณพ่อคุณแม่ หรือปู่ย่าตายายต้องเป็นฝ่ายเข้าไปหาเด็ก ซึ่งเขาจะมีความสุขมากขึ้นจากการกอดจูบ พูดคุย ร้องเพลง เล่านิทาน และยังช่วยให้เขามีภูมิคุ้มกันทางด้านจิตใจเพิ่มมากขึ้นด้วยค่ะ

และหากเด็กโตขึ้นมาอีกหน่อย ช่วงวัยอนุบาล อาหารที่เหมาะสมกับเด็กในกลุ่มนี้อาจต้องมีผัก ผลไม้เป็นส่วนประกอบมากขึ้น นอกเหนือจากโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต และควรได้รับธาตุเหล็ก - แคลเซียม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย โดยอาจจะมาจากปลาตัวเล็ก ตับ นม เป็นต้นค่ะ

อ่านดูแล้วจะเห็นได้ว่าไม่ยากเลยใช่ไหมคะ แท้จริงแล้ว การเลี้ยงดูเด็กช่วงปฐมวัยให้แข็งแรง ฉลาด สดใส ไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงทุกคนในครอบครัวร่วมกันลงแรงลงใจ ผลที่กลับคืนมาก็คือ การได้เห็นบุตรหลานเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข และเป็นคนดีของสังคมค่ะ

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมของเด็ก


การพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมของเด็ก


การเล่นของเด็กเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กเกิดการพัฒนาด้านสังคม รวมทั้งทัศนคติ พฤติกรรม ถ้าผู้ดูแลหรือครู พ่อแม่ ใช้เวลาสนับสนุนและสอนพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมจะเพิ่มขึ้น ความก้าวร้าวจะลดลง
"หนูน้อยน่ารักคนหนึ่งกำลังคลานไปข้างหน้า พร้อมทั้งพยายามยื่นมือออกไปเพื่อคว้าตุ๊กตาหมี แต่ปรากฎว่า หนูน้อยสัมผัสได้แต่เพียงปลายเสื้อของตุ๊กตาหมีเท่านั้น หนูน้อยที่น่ารักจึงร้องไห้ทำให้จุกนมหลอกหลุดร่วงจากปาก เด็กอื่นๆ ที่กำลังเล่นอยู่ในห้องเริ่มรู้สึกอึดอัดกับเสียงร้อง บางคนพยายามเอาจุกนมใส่ปากหนูน้อย และทำท่าจะเข้าไปปลอบโยน” นี่เป็นเหตุการณ์ที่เราสามารถพบเห็นได้ในเวลาที่ปล่อยให้เด็กเล็กหรือ เด็กอนุบาลเล่นอยู่ด้วยกัน ดังนั้น หากผู้ใหญ่จะช่วยกันสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม รู้จักการมีปฏิสัมพันธ์ การอยู่ร่วมกับเด็กอื่นตั้งแต่วัยเด็กเล็ก เราก็จะเห็นพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะ สมเกิดขึ้นในวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่มากขึ้น การเล่นของเด็กเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กเกิดการพัฒนาด้านสังคม รวมทั้งทัศนคติ พฤติกรรม ถ้าผู้ดูแลหรือครู พ่อแม่ ใช้เวลาสนับสนุนและสอนพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมจะเพิ่มขึ้น ความก้าวร้าวจะลดลง จากการศึกษาเด็กที่มีอายุ 3 เดือนถึงอนุบาล ที่เข้าโปรแกรมทดลองให้เน้นการเจริญเติบโตทางสติปัญญา พบว่าครูอนุบาลให้คะแนนความก้าวร้าวมากกว่ากลุ่มที่เข้าโปรแกรมอยู่ในศูนย์รับเลี้ยงเด็ก แต่เมื่อหลักสูตรสังคมหัวข้อ "เพื่อนของฉันและฉัน" ถูกใส่เข้าไป ความก้าวร้าวของกลุ่มทดลองไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม การสนับสนุนพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมจึงน่าจะทำให้เด็กรู้จักความแตกต่างในวิธีการเรียนรู้ที่จะสัมพันธ์หรือเล่นกับคนอื่นค่านิยมของคนในครอบครัวและสังคมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางสังคมของเด็กด้วยเช่นกัน เด็กๆ มักจะให้ความสำคัญกับการได้รับคำชมจากผู้ใหญ่ ยามที่เด็กมีความกังวลใจและมีพ่อแม่คอยให้กำลังใจ จะทำให้เด็กมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดี การเน้นความสำคัญในการช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเป็นไปได้จะส่งผลให้เด็กทำกิจกรรมที่ช่วยเหลือมากขึ้น รูปแบบของพฤติกรรมทางสังคมปัจจุบัน มักจะเป็นในลักษณะให้เด็กทำอย่างที่บอก แต่อย่าทำอย่างที่ฉันทำ อย่างไรก็ตาม เด็กจะชอบเลียนแบบมากกว่า ตัวอย่างเช่น ครูนิดจะผูกเชือกรองเท้าให้น้องก้องทุกวัน วันหนึ่งเธอเห็นน้องก้องพยายามจะช่วยผูกรองเท้าให้เพื่อน พฤติกรรมอื่นๆ ที่เด็กเลียนแบบก็มีให้เห็นบ่อยๆ ดังนั้น การเป็นแบบอย่างจึงมีอิทธิพลมากกว่าการสั่งสอน เด็กที่ช่างสังเกตและมีความใกล้ชิดผู้ใหญ่ จะได้รับ อิทธิพลจากสมาชิกในครอบครัวและครูเกี่ยวกับพฤติกรรมสังคม ทั้งในเรื่องของการแสดงพฤติกรรม(แยกแยะ) ที่ดีและไม่ดี ดังนั้น พฤติกรรมทางบวกที่เด็กทำจึงควรได้รับการสนับสนุนโดยการชม เมื่อเด็กทำงานร่วมกับเพื่อน ก็พูดในสิ่งที่เป็นทางบวก เช่น เธอแบ่งปันเพื่อนเพราะเธอชอบช่วยเหลือคนอื่น เธอเป็นเด็กที่มีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ แต่ผู้ใหญ่ไม่ควรให้รางวัลมากเกินไป พ่อแม่ที่ให้รางวัลมากเกินไปอาจทำให้ความปรารถนาที่จะมีพฤติกรรมทางสังคม เกิดจากการได้รางวัลภายนอกมากกว่าภายใน นอกจากนี้ ในสถานศึกษาที่ครูมักจะให้ดาวกับนักเรียนที่ทำดี ก็ต้องระวังเช่นกัน เพราะการให้ดาวกับพฤติกรรมทางสังคมบ่อยเกินไปขณะที่เด็กคนอื่นไม่ได้ จะทำให้เด็กคนอื่นหัวเสีย เคยมีกรณีที่เด็กกลับไปบอกพ่อแม่ว่า เขามีวิธีจะได้ดาวคือ ทำไม่ดีก่อน แล้วก็ทำดี จากนั้นครูก็จะให้ดาว


2. สนับสนุนให้เข้าใจผู้อื่น ช่วยเด็กสังเกตและตอบสนองความรู้สึกของคนอื่นเช่น เด็กขับรถเด็กเล่นไปชนเพื่อน ครูอาจบอกว่า เพื่อนเขาเสียใจและเจ็บ” เราจะทำอะไรเพื่อช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นไหม ครูควรสังเกตหน้าเด็กและอาจแนะเด็กให้รถจักรยานเพื่อนที่ร้องไห้ขับ ความสามารถของเด็กที่จะแยกแยะอารมณ์เท่าๆ กับความสามารถในการแสดงความเห็นอกเห็นใจเป็นพฤติกรรมทางสังคมที่ควรฝึกให้เด็ก เทคนิคที่ช่วยให้เด็กเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นคือการแสดงบทบาทสมมุติ (role play) 3.

4. ช่วยให้เด็กกล้าแสดงออกกับพฤติกรรมทางสังคม ถ้าเด็กขี้อายจะไม่กล้าแสดงพฤติกรรมทางสังคม และยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตนเอง เพราะความเชื่อมั่นของเด็กมักจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการปฎิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น5.

6. ใช้ปัญหาถาม เมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่รบกวนคนอื่น ควรถามเรียบๆ ว่า "สิ่งที่เธอทำช่วยเธอได้อย่างไร" จะทำให้กลุ่มตระหนักว่าการกระทำของเด็กนั้นช่วยกลุ่มได้อย่างไรด้วย จะช่วยให้เด็กจำและรับผิดชอบต่อการกระทำของตน7.

8. ฝึกทักษะทางสังคมให้เด็ก เช่น การฟัง การพูดเพราะ การขอบคุณ การขอความช่วยเหลือ การแสดงความยินดี การคอย การเสนอตัวช่วยเหลือ การขอให้เล่นด้วย การสร้างมิตรภาพ ทักษะอื่นที่ช่วยให้เด็กสัมผัสกับความรู้สึก เด็กที่ได้รับการฝึกจะไม่เสียกำลังใจในการใช้คำสุภาพ รู้จักฟังผู้อื่นพูด เข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อน แบ่งปัน รู้จักรอคอย เข้าคิว ผลัดกัน รู้จักช่วยผู้อื่น ใช้หลักทางบวกในการสนับสนุนพฤติกรรมทางสังคมและลดความก้าวร้าว9.

10. ป้องกันสื่อที่รุนแรง โปรแกรมทีวีที่เป็นพฤติกรรมไม่ดี จะเป็นแบบของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและมีส่วนสนับสนุนให้เด็กพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมไปในทางที่ไม่เหมาะสมได้ การที่พ่อแม่ใช้เหตุผลและอธิบายให้เด็กเข้าใจอาจจะช่วยลดผลจากรายการทีวีที่มีพฤติกรรมไม่ดีได้บ้าง
11. การตอบสนองและเตรียมทางเลือกต่อพฤติกรรมก้าวร้าว ผู้ดูแลเด็กไม่ควรเพิกเฉยต่อพฤติกรรมก้าวร้าว หรือยอมให้เด็กแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น รังแกเพื่อน ควรสอนถึงวิธีการทำให้เพื่อนรู้สึกดีขึ้น ครูควรรู้จักนำพฤติกรรมที่ไม่ดีมาใช้ในทางที่ยอมรับ เช่น เด็กขว้างลูกบอลไปที่เพื่อนคนหนึ่งอาจถูกฟาดกลับโดยเพื่อนคนอื่นได้ สอนการโกรธ การใช้คำแสดงความรู้สึกโกรธ ใช้คำแทนการกระทำ เช่น "ฉันรู้สึกหัวเสียเมื่อเกมถูกรบกวน" "ฉันไม่สามารถสร้างเสร็จถ้าเขาเอา บล๊อกไป" "ฉันใช้อันนี้ก่อน และฉันต้องการเล่นต่อให้เสร็จ"
การสนับสนุนหรือพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมให้กับเด็กนั้น ครูและพ่อแม่จึงควรมีความเข้าใจและมีทักษะในสิ่งต่อไปนี้
1. รู้จักการชมเชย ให้กำลังใจเด็ก เข้าใจการแสดงออกถึงความรู้สึกของเด็ก สอนให้เด็กแสดงความเห็นใจเพื่อนเมื่อเขาเสียใจ สอนให้เด็กเข้าใจความโกรธ ซึ่งความโกรธนี้มักจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ความรู้สึกที่เด็กเคยประสบ เด็กวัย 3-8 ขวบ จะเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับความรู้สึกในแต่ละช่วงอายุ เด็ก อายุ 3.5 ขวบ จะรู้สึกถึงความสุข เด็กอายุ 3.5-4 ขวบ จะมีความกลัว เด็กวัย 3-8 ขวบจะรู้สึกโกรธและเสียใจ ดังนั้น ผู้ดูแลเด็กต้องช่วยเด็กแสดงความรู้สึกผ่านทางคำพูดและเข้าใจความรู้สึกนั้น ครูสามารถใช้การสะท้อนความรู้สึกเด็กโดยการพูดว่า ดูเหมือนเธอกำลังรู้สึกเสียใจ, เธอเหมือนกำลังรู้สึกโกรธ, เธอต้องการให้ฉันสนใจเธอเดี๋ยวนี้ ในทันทีที่ฉันเปลี่ยนผ้าให้น้องแล้ว ฉันจะคุยกับเธอ การพูดเช่นนี้จะทำให้เด็กแปลกใจว่าครูเข้าใจความรู้สึกของเขา และเขาจะรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อครูทำให้เขาแน่ใจว่าจะกลับมาในทันที การใช้เด็กที่ถูกกระทำเป็นตัวอย่าง เน้นผลของการทำร้ายและมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม เช่น การชกต่อย ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากแสดงพฤติกรรมนั้นแล้ว เช่น ดูซิ นั่นทำให้เขาเจ็บ เขาร้องไห้ ฉันไม่สามารถปล่อยให้เธอทำร้ายเด็กอื่นและฉันไม่ต้องการให้ใครทำเธอเจ็บด้วย เราต้องช่วยให้ทุกคนมีความสุขและปลอดภัยในห้องนี้ สนับสนุนวิธีการและทางเลือกในการแก้ปัญหาและทางเลือกในการแก้ไขสถานการณ์ขัดแย้ง วางแผนการมีพฤติกรรมทางสังคม ช่วยเด็กคิดทีละขั้น เหตุผลในการตอบสนองเมื่อเขามีปัญหาทางสังคมกับเพื่อน ขั้นตอนอะไรที่จะเน้นการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสงบ เด็กมีความรู้สึกเหมือนหรือต่างจากเด็กคนอื่น ครูจะต้องช่วยเด็กคิด จินตนาการถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละพฤติกรรม ครูควรช่วยเด็กที่ก้าวร้าวและ ขี้อายให้มีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีขึ้นภายในสามเดือน แสดงรูปของการช่วยเหลือคนอื่น การมีความสุขที่ได้ช่วยผู้อื่นและ ถามเด็กให้สร้างภาพโดยคำพูด การให้เด็กดูรูปเด็กที่ช่วยคนอื่น ให้ความร่วมมือ แบ่งปัน การทำงานเป็นกลุ่มและแต่งเรื่องราว จะช่วยให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดี ครูควรใช้คำถาม เธอคิดว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่” การใช้เหตุผล การรับฟังอย่างเห็นใจและขั้นตอนการใช้อำนาจ ความรัก การทำข้อตกลงจะช่วยให้เด็กเข้าใจกฎ รู้จักฟัง การอธิบายจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม การใช้อำนาจและการลงโทษจะน้อยลง เด็กก็จะมีระดับของเหตุผลมากขึ้น การพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กต้องมีครูและพ่อแม่ที่มีความรู้ความเข้าใจเด็ก พร้อมที่จะช่วยสนับสนุนเด็กให้พัฒนาได้ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ เฉกเช่นการทำงาน หากเรามุ่งหวังให้งานสำเร็จออกไปด้วยดี เราก็ต้องทุ่มเทเวลา กำลังความสามารถที่มีอยู่ เด็กก็เช่นกัน เขาต้องการเวลาและความสามารถของครู พ่อแม่และผู้ใหญ่ ที่จะช่วยให้เขาเติบโตเป็นคนที่ดีในสังคม หากเราหวังแต่จะได้สิ่งดีๆ โดยไม่คิดจะลงทุนลงแรงอะไรเลย คงเป็นเรื่องยากอยู่ซักหน่อยละมัง

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

กล้ามเนื้อมัดใหญ่

กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูกแข็งแรงดีมั้ย?

 

กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูกแข็งแรงดีมั้ย? (รักลูก)


         หากกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูกทำงานผิดปกติหรือล่าช้ากว่าพัฒนาการตามวัย การเรียนรู้ของลูกน้อยที่เกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายก็คงต้องซะงักไปด้วยฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นสังเกตและใส่ใจ เพื่อให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูกน้อยพัฒนาอย่างเต็มที่ไม่มีปัญหาค่ะ


         พัฒนาการการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูก

0-5 เดือน


         สามารถผงกศีรษะ หันหน้าซ้ายขวาได้ เริ่มชันคอได้ดีขึ้น กำมือแน่นและหลวม ๆ ได้

         เริ่มชันคอและยกศีรษะขึ้นสูงโดยใช้แขนยันได้ ศีรษะตั้งตรงขณะนั่ง

5 เดือน-2 ขวบ


         คว่ำและหงายเองได้ สามารถเอามือทั้ง 2 ข้างมาแตะกันได้ และใช้มือข้างเดียวจับของได้

         เริ่มเดินได้ด้วยตนเองแต่ยังไม่คล่องนัก กล้ามเนื้อในการทรงตัว แขนขา มีการพัฒนามากขึ้น

2-6 ขวบ


         ทรงตัวและเคลื่อนไหวได้ดี เพราะกล้ามเนื้อแขนขาแข็งแรงมากขึ้น

         การเคลื่อนไหวของร่างกายทุกส่วนเริ่มทำงานประสานกันได้ดี

ข้อสังเกต


          2-6 ขวบ : เป็นช่วงวัยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูกได้ชัดเจน หากลูกมีอาการดังต่อไปนี้ถือว่าผิดปกติ ควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์ค่ะ

          2-4 ขวบ :

       หกล้มง่าย ขึ้น-ลงบันไดไม่ได้

       ไม่สามารถต่อบล็อกไม้ได้มากกว่า 4 บล็อก

       เดินบนสะพานหรือในที่แคบๆ ไม่ได้

         4-6 ขวบ :

       โยนลูกบอลข้ามหัวไม่ได้และกระโดยไม่ค่อยได้

       ขี่จักรยาน 3 ล้อไม่ได้

       ไม่สามารถแปรงฟันได้อย่างทะมัดทะแมง

       ถอดเสื้อผ้าเองไม่ได้

       จับปากกาหรือดินสอไม่ถนัด

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก

"กล้ามเนื้อมัดเล็ก” ก็มิใช่อื่นไกลคือกล้ามเนื้อของนิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อมือ ริมฝีปากและลิ้นนั่นเอง และถึงจะได้ชื่อว่ากล้ามเนื้อมัดเล็ก แต่ความสำคัญนั้นไม่เล็กอย่างชื่อ  สำหรับเด็กขวบแรกหนูน้อย ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เป็นเครื่องมือสำคัญในการสำรวจโลก โดยเฉพาะ “กล้ามเนื้อนิ้วมือ”
เพราะนิ้วมือที่แข็งแรงจะเป็นพื้นฐานให้เด็กน้อยค่อย ๆ พัฒนาไปสู่พัฒนาการอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น การถือขวดนม หยิบช้อน ตักอาหาร จับดินสอเขียนหนังสือ วาดรูป หยิบสิ่งของขนาดเล็กและทำกิจกรรมต่าง ๆ ดังนั้นจะรอช้าอยู่ไย มาเล่นสนุกกับเจ้าหนู เพื่อช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กให้ลูกกันดีกว่าค่ะ เล่นสนุกกับกล้ามเนื้อมัดเล็ก
  • เมื่อตอนแรกเกิดเด็กน้อยจะมีปฏิกิริยาคว้าจับแบบอัตโนมัติ นิ้วมือจะกำอยู่เกือบตลอดเวลา ลองสอดนิ้วให้ลูกจับสิคะ หนูจะกำแน่น แล้วเราก็ค่อย ๆ แกะนิ้วของลูแออกทีละนิ้ว แล้วให้ลูกกำใหม่อีกครั้ง ทำอย่างนี้ซ้ำ ๆ จะช่วยบริหารนิ้วมือให้กับลูก นอกจากนี้ยังเป็นสัมผัสอันน่าประทับใจที่พ่อแม่ลูกไม่ควรพลาด
  • บริหารนิ้วเท้าของลูก ด้วยการแนะนำให้ลูกรู้จักนิ้วเท้าของตัวเอง คุณแม่อาจจะช่วยยกเท้าลูกขึ้นมา ให้ลูกมองเห็นหลังจากนั้นหนูน้อยจะชอบยกนิ้วเท้าขึ้นมาอมเล่น 
  • นำของเล่นที่ลูกชอบมาเคลื่อนไหวไปมาอย่างช้า ๆ ตรงหน้า ลูกจะพยายามมองตาม และยื่นมือไขว่คว้าให้ลูกเอื้อมมือไปมาอย่างนี้สักชั่วครู่ แล้วจึงส่งของเล่นให้ลูก
  • เวลาส่งของเล่นให้ลูกเลือกส่งจากทางขวาบ้าง ซ้ายบ้าง ในหลาย ๆ ทิศทาง เพื่อให้ลูกได้เอื้อมมือและใช้ความสามารถในการใช้มืออย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันเมื่อลูกมองเห็นว่าของถูกยื่นมาจากทางใด ก็เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อสายตาให้ทำงานสัมพันธ์กับมือไปด้วย
  • อุ้มหนูน้อยออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ไปดูใบไม้ที่กำลังเคลื่อนไหว หรือสิ่งแวดล้อมแปลกตาที่ลูกไม่คุ้นเคยหนูน้อยจะเอื้อมมือออกไปคว้า จับของที่อยู่ใกล้ตัว ลูกจะสนุกกับการเอื้อมมือไขว่คว้ามากขึ้น เพราะเป็นสีสันที่แตกต่างจากของเล่นที่เคยเห็น
  • ลูกน้อยอายุประมาณ 6 เดือนขึ้นไป จะเริ่มใช้นิ้วมือหยิบจับสิ่งของได้ดีและใช้มือได้คล่องแคล่วขึ้น ลองเล่นซ่อนหากับลูกดูสิคะ หนูน้อยจะชอบเกมนี้มาก เช่น คุณแม่วางของเล่นไว้ในกล่อง ให้ลูกเห็นลูกจะพยายามล้วงมือลงไปหยิบกลับคืนมา นี่แสดงว่าหนูน้อยกำลังเรียนรู้เรื่องการคว้าสิ่งของผ่านสิ่งกีดขวาง และเป็นการเรียนรู้เรื่องเหตุและผลอีกทางหนึ่งด้วย
  • แนะนำให้ลูกรู้จักมือน้อย ๆ ของตัวเอง ด้วยการจับมือข้างหนึ่งของลูก ไปแตะมืออีกข้างหนึ่ง ทำอย่างนี้บ่อย ๆ ลูกจะค่อย ๆ รู้จักกำมือของตัวเอง นี่เป็นขั้นแรกสำหรับลูกในการใช้มือจับสิ่งของ
  • ยื่นมือที่มีลักษณะยาว ๆ ให้ลูก เช่น ช้อน ดินสอ หนูน้อยจะเรียนรู้วิธีการรับของยาว ๆ ว่าจะกำมืออย่างไรจึงจะจับของนั้นได้ และเรียนรู้เรื่องการกะระยะกับสิ่งของ
  • พอใช้มือได้เก่งขึ้นเห็นพ่อแม่จับอะไรลูกจะพยายามแย่งมาเล่น เช่น เห็นพ่อแม่ถือช้อนตักอาหารก็อยากถือบ้าง คุณพ่อคุณแม่ถือโอกาสนี้ปล่อยให้ลูกได้ฝึกจับช้อนตักอาหารด้วยตัวเอง อาจจะหาช้อนพลาสติกเล็ก ๆ ให้ลูกสักคันและยอมเลอะเทอะบ้าง เวลาที่ลูกอยากตักอาหารเอง
  • หาแก้วพลาสติกที่มีหูจับมาวางไว้ตรงหน้าลูก ลองจับมือทั้งสองของลูกมาลูบ ๆ คลำ ๆ รอบ ๆ แก้ว ตอนแรกลูกอาจจะยังไม่รู้ว่าจะถือแก้วอย่างไร แต่สักพักลูกจะเรียนรู้ว่าใช้มือข้างหนึ่งจับหูแก้วและ อีกข้างโอบแก้วข้างที่ไม่มีหูไว้อย่างได้อย่างไร
  • วางของเล่นบนพื้นให้ลูกได้เลือกหยิบขึ้นมา แรก ๆ อาจจะเลือกเป็นของเล่นที่หยิบง่าย เช่น ทรงกลม สี่เหลี่ยม จากนั้นจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นของที่เล็กลงและมีลักษณะรูปทรงแตกต่างออกไป เช่น เมื่อสังเกตว่าลูกสามารถเริ่มใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งหยิบของได้บ้างแล้ว อาจจะเริ่มวางของที่เรียวเล็กลักษณะยาว เช่น ช้อน ปากกาเมจิก ดอนสอ หรือของเล่นที่มีลักษณะยาว ๆ เป็นต้น
ฝึกลูกมาหลายกระบวนท่าแล้ว อย่าลืมว่าลูกไม่ใช่จอมยุทธน้อยนะคะ ดังนั้นบรรยากาศของการเล่นควรจะสนุกสนาน อาจจะมีการพูดคุยกับลูกไปด้วย หัวเราะไปกับลูกด้วย และพยายามให้กลมกลืนไปกับชีวิตประจำวันและการเล่นของลูก รับรองว่าหนูน้อยจะทั้งสนุก ทั้งมีทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่เชี่ยวชาญขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ