วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

ดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ที่งดงามไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวบนเขา ถ้ำ น้ำตก เดินป่า กางเต้นท์พักแรมกลางป่า ทั้งมีรีสอร์ต และบ้านพักของอุทยานฯ ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว ถ้าจะเที่ยวในแบบขอพักอยู่ตามบ้านชาวบ้านที่ยินดีรับแขกเข้าพัก โดยใช้ชีวิตประจำคล้ายสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว จะยิ่งซาบซึ้ง ได้สัมผัสกับน้ำใจ อาหาร และขนบธรรมเนียมประเพณีชาวเหนืออย่างดื่มด่ำ

บนยอดดอยอินทนนท์ มีผืนป่าดิบดึกดำบรรพ์อันกว้างใหญ่สมบูรณ์ปกคลุม ซึ่งน้อยคนนักจะได้สัมผัสธรรมชาติที่แท้จริงของภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศ ในอดีตมีเพียงเส้นทางเล็ก ๆ ตัดขึ้นไปสู่ป่าลึกอันชุ่มชื้นและหนาวเย็น จึงจะได้พบเห็นกล้วยไม้และพันธุ์ไม้ป่าที่สวยงามและหายากยิ่ง นับแต่รองเท้านารีอินทนนท์ที่ค้นพบเป็นแห่งแรกบนดอยนี้ เอื้องกำเบ้อ ซึ่งเป็นกล้วยไม้จำพวกซิมบิเดียม มีสีเหลืองทอง ยังมีกุหลาบพันปีที่มีลำต้นสูงใหญ่กว่ากุหลาบแดงบนภูหลวงและภูกระดึงมากมายนัก อีกทั้งดอกไม้ป่าอีกหลายชนิดที่ขึ้นดารดาษทั่วหุบเขา สลับกับพันธุ์ไม้จำพวกเฟิร์น ออสมันดา และอื่น ๆ เทือกเขาสูงมิได้มีเพียงยอดสูงสุด คือ ดอยอ่างกาหลวงเท่านั้น ทว่าเทือกเขาดอยอินทนนท์นั้นคือแนวทิวเขาสลับซับซ้อนตอนหนึ่งของเทือกเขาถนนธงชัยอันพาดผ่านชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือลงไป มียอดดอยอินทนนท์ เป็นยอดสูงสุด สูงถึง 2,565 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นที่ประดิษฐานกู่พระอัฐิของพระเจ้าอินทวิชานนท์ ผู้ครองเชียงใหม่องค์ที่ 7 และเป็นที่ตั้งของสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศไทย ไม่ว่าฤดูกาลใด อากาศเย็นตลอดปี ราว 5 ? 18 องศาเซลเซียส

การเดินทาง
จากตัวเมืองเชียงใหม่ เดินทางโดยรถยนต์ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 (เชียงใหม่-ฮอด) ผ่านอำเภอหางดงและอำเภอสันปาตอง ไปยังอำเภอจอมทอง ก่อนถึงอำเภอจอมทองประมาณ 2 กิโลเมตร เลี้ยวขวาตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009 (จอมทอง-ดอยอินทนนท์) จะเริ่มเข้าเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ที่กิโลเมตรที่ 8 (น้ำตกแม่กลาง) และตัดขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์เป็นระยะทางทั้งหมด 49.8 กิโลเมตร ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ 31

รถยนต์ส่วนตัว ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่-จอมทอง)ผ่าน อ.หางดง อ.สันป่าตอง แล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1009 ตรงหลัก กม.57 ก่อนถึงตัว อ.จอมทองประมาณ 1 กม. จากทางแยกไปอีกประมาณ 8 กม.ก็จะถึงด่านตรวจของ อช.ดอยอินทนนท์ ถนนจะไปสิ้นสุดตรงยอดดอย เป็นทางลาดยางตลอดสาย เส้นทางส่วนใหญ่เป็นทางขึ้นเขาคดเคี้ยว โปรดขับรถด้วยความระมัดระวัง และรถควรมีกำลังเพียงพอ รวมระยะทางจากจอมทองถึงยอดดอยอินทนนท์ประมาณ 48 กม. จากเชิงดอยถึงยอดดอยใช้เวลาประมาณ 1 ชม.

รถประจำทาง นั่งรถสองแถวสายเชียงใหม่-จอมทอง เมื่อถึงจอมทองแล้วใช้บริการรถสองแถวสายจอมทอง-อินทนนท์ สำหรับผู้ชื่นชอบการโบกรถ อาจขออาศัยรถที่วิ่งผ่านมาไปลงยังจุดที่ต้องการได้

ค่าธรรมเนียม อช.ดอยอินทนนท์ มีด่านตรวจเพื่อป้องกันการลักลอบล่าลัตว์และเก็บของป่าทั้งหมดสี่แห่งคือ ทางเข้าน้ำตกแม่ยะ ทางเข้าน้ำตกแม่กลาง บนทางหลางสาย 1009 ตรง กม.8.2 และกม.37.4 โดยเก็บค่าธรรมเนียมดังนี้

วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

วัคซีนช่วยป้องกันโรคให้ลูกรัก

วัคซีนช่วยป้องกันโรคให้ลูกรัก
วัคซีนตามตาราง
แรกเกิด           
 BCG (วัณโรค) ,ตับอักเสบ บีเข็ม 1
2เดือน            
โปลิโอ(หยอดปาก/ชนิดฉีด) คอตีบ ไอกรน บาดทะยักครั้งที่ 1
 ตับอักเสบ บีครั้งที่ 2
4เดือน            
โปลิโอ(หยอดปาก/ชนิดฉีด) คอตีบ ไอกรน บาดทะยักครั้งที่ 2
6เดือน            
โปลิโอ(หยอดปาก/ชนิดฉีด) คอตีบ ไอกรน บาดทะยักครั้งที่ 3ตับอักเสบ บีครั้งที่ 3
9เดือน            
 หัด หัดเยอรมัน คางทูมครั้งที่1
1 ปี                 
ไข้สมองอักเสบแจแนนิส บี ครั้งที่ 1 และ 2ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ ครั้งที่ 3 ห่างกัน 1 ปี
1ปี 6 เดือน       
โปลิโอ(หยอดปาก/ชนิดฉีด) คอตีบ ไอกรน บาดทะยักครั้งที่ 4(กระตุ้น)
4ปี                  
โปลิโอ(หยอดปาก/ชนิดฉีด) คอตีบ ไอกรน บาดทะยักครั้งที่ 5
5ปี                 หัด หัดเยอรมัน คางทูมครั้งที่ 2
6 ปี                กระตุ้นไข้สมองอักเสบแจแนนิส บี ครั้งที่4
11-12 ปี         คอตีบ บาดทะยัก
Bวัคซีนนอกตารางและวัคซีนใหม่ใหม่ 2.1 วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮิบ   ฉีดที่อายุ 2 ,4และ 6เดือน(ปัจจุบันมีวัคซีมรวม5-6 โรคผสมรวมกัน)
 2.2 วัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงจากเชื้อไวรัสโรตา
   เป็นวัคซีนชนิดหยอดปาก รับที่อายุ 2และ4 เดือน
2.3 วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส   ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป อายุต่ำกว่า13 ปี ฉีด 1 เข็ม อายุ 13 ปี ขึ้นไปฉีด 2 เข็มห่างกัน 1 เดือน
 2.3วัคซีนป้องกันไอ พี ดี
  ป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัสตารางการฉีดคือ
    
ฉีดตรั้งที่                      เมื่ออายุ
      1                                 2 เดือน
       2                                 4 เดือน
       3                                 6 เดือน
         4(กระตุ้น)                             12-15 เดือน
สำหรับเด็กที่อายุตั้งแต่ 7 เดือนขึ้นไป
อายุ 7-11 เดือน                       3 ครั้ง ห่างกัน 2 เดือน
อายุ 12-23เดือน          2 ครั้งห่างกัน 2 เดือน
 
อายุ 2-9 ปี               ฉีด 1 ครั้ง

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

การพักผ่อนของเด็ก

 การนอนและการพักผ่อนการนอนและการพักผ่อนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้เด็กมีสุขภาพดี เด็กที่ได้นอนและพักผ่อน อย่างเพียงพอมักมีสุขภาพสมบูรณ์และมีอารมณ์แจ่มใส เด็กวัย 3-5 ปี จะเคลื่อนไหวร่างกาย วิ่งเล่นเกือบ ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องนอนและพักผ่อนให้เพียงพอ
1. สุขนิสัยด้านการนนของเด็กวัยก่อนเรียน
การนอนและพักผ่อนอย่างถูกสุขลักษณะของเด็กควรมีลักษณะดังนี้
1) ให้เด็กนอนและพักผ่อนเป็นเวลาได้โดยไม่ต้องบังคับ เด็กวัย 3-5 ปี ควรให้นอนคืนละอย่างน้อย 10 ชั่วโมง
2) ให้เด็กนอนพักกลางวันและรู้จักพักผ่อนเมื่ออ่นเพลีย เด็กควรได้พักผ่อนและนอนตอนบ่าย จะหลับหรือไม่ก็ได้
3) ให้เด็กรู้จักปฏิบัติตนเอย่างสุขลักษณะก่อนเข้านอน ได้แก่ การทำความสะอาดร่างกายและ จัดเครื่องใช้ในการนอนเองได้
2. วิธีส่งเสริมให้เด็กนอนอย่างมีความสุข
การช่วยให้เด็กนอนหลับพักผ่อนอย่างมีความสุขนั้น ควรปฎิบัติดังนี้
1) การช่วยให้เด็กเข้านอนเป็นเวลา เพื่อให้เด็กพักผ่อนเต็มที่ โดยกำหนดเวลาไว้อย่างกว้างๆ เช่น 20.00 - 21.00 น. ปัจจุบันเด็กติดรายการโทรทัศน์กันมาก ทำให้นอนไม่เพียงพอ จึงควรทำความตกลงกับเด็ก ว่าจะอนุญาตให้นอนดึงได้ในวันใด เช่น คืนวันศุกร์และวันเสาร์ ซึ่งเด็กไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้าในวันรุ่งขึ้น 2) ให้เด็กทำความสะอาดร่างกายก่อนเข้านอน เช่น แปรงฟัน ล้างหน้า ล้างมือ ล้างเท้า และ ปัสสาวะ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเบาและหลวมเพื่อให้นอนสบาย และฝึกให้ปูและเก็บเครื่องนอนเอง
3) ห้องนอนของเด็กควรสะอาด ถูกสุขลักษณะ มีอุณหภูมิพอเหมาะ ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป มีอากาศถ่ายเทได้ดี ไม่มียุงและแมลงต่างๆ รบกวน ไม่สว่างหรือมืดเกินไป ให้เด็กสวมเสื้อผ้าที่เหมาะกับอากาศ และห่มผ้าเมื่อากาศเย็น
4) บรรยากาศขณะเด็กเข้านอนควรจะสงบ ควรปิดโทรทัศน์ก่อนนอน อาจมีตุ๊กตาหรือหมอน กอดเพื่อให้เด็กรู้สึกว่ามีเพื่อน พ่อแม่ควรอยู่เป็นเพื่อนลูกถ้าลูกต้องการควรสอนให้ลูกสวดมนต์ทำจิตใจ ให้สงบก่อนเข้านอน นอกจากนี้ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กอาจเล่านิทานหรืออ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอน ซึ่งเป็นการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กอีกด้วย
5) การส่งเสริมให้เด็กนอนกลางวันจะชวยให้ร่างกายของเด็กได้พักผ่อน ควรให้เด็กได้นอนนิ่งๆ แม้จะไม่หลับ โดยให้นอนอ่านหนังสือภาพ หนังสือการ์ตูน กอดตุ๊กตาเมื่อเด็กตื่นควรให้ความเอาใจใส่ดูแล ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้งขณะนอนหลับ เมื่อเด็กโตขึ้นมักไม่ยอมนอนกลางวัน ก็ควรให้นั่งนอนเล่น อย่างสงบ ตอนเย็นรีบให้กินอาหารและเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อให้เได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
6) นอกจากการเข้านอนและพักผ่อนแล้ว เด็กควรตื่นตอนเช้าได้อย่างสดชื่นแจ่มใส ถ้าเด็กไป โรงเรียอนุบาลหรือศูนย์เด็กปฐมวัย เด็กควรตื่นแต่เช้า พ่อแม่อาจให้นาฬิกาปลุกแก่เด็กเพื่อให้ตื่นตามเวลา ถ้าเด็ก ตื่นสายไม่ควรเกรี้ยวกราด อารมณ์เสียใส่เด็ก เพราะจะทำให้เด็กไม่สบายใจ ไม่สดชื่นไปทั้งวัน ควรพูดกับเด็ก ด้วยน้ำเสียงปกติ เช่น พูดว่า “เช้านี้อากาศดี ลุกคงไม่อยากลุกจากที่นอน แต่ก็ต้องรีบแต่งตัวไปโรงเรียนนะลูก” คำพูดลักษณะนี้แสดงให้เด็กเห็นว่าพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กเข้าใจเด็ก เด็กก็จะรีบลุกจากที่นอนโดยไม่หงุดหงิด